‘สยามไบโอไซเอนซ์’มอบวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า เพื่อสุขภาพของคนไทย
‘สยามไบโอไซเอนซ์’
มอบวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า เพื่อสุขภาพของคนไทย
สยามไบโอไซเอนซ์ บริษัทผู้ผลิตยาชีววัตถุผ่านเทคโนโลยีชั้นสูงแห่งแรกของคนไทยและแห่งเดียว ผู้คิดค้น พัฒนา ผลิตวัตถุ ดิบยา ผลิตยา บรรจุยา และจัดจำหน่ายยาชีววัตถุตั้งแต่ก้าวแรกของการผลิตจนนำส่ง โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอก มาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว
เมื่อเกิดการระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 ในประเทศไทย เมื่อเดือนมีนาคม 2563 บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พัฒนาและผลิตชุดตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบ RT-PCR ซึ่งได้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก เป็นแห่งแรกของประเทศไทย โดยบริษัทฯ ตัดสินใจปรับพื้นที่บางส่วนของโรงงาน เพื่อใช้ผลิตชุดตรวจ RT-PCR อย่างเร่งด่วน โดยบริษัทได้ส่งมอบชุดตรวจให้แก่รัฐบาล เพื่อส่งต่อไปยังห้องปฏิบัติการทางการ แพทย์ทั่วประเทศไปแล้วกว่า 20,000 ตัวอย่าง จากความตั้งใจ 100,000 ตัวอย่าง เพื่อใช้ตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้ได้รับผลตรวจ อย่างรวดเร็ว และสามารถให้การดูแลรักษาอย่างทันท่วงที รวมทั้งเพื่อที่จะได้ดำเนินการแยกตัวผู้ติดเชื้อให้อยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม ลดการแพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่น
และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในประเทศไทยนี่เอง ชื่อของ สยามไบโอไซเอนซ์ จึงได้รับความสนใจ โดยที่บริษัทได้ทำหน้าที่เป็นผู้ปิดทองหลังพระในแวดวงสาธารณสุขมาถึง 1 ทศวรรษแล้ว
บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด โดย บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด กิจการในเครือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2552 ด้วยเงินลงทุน 5,000 ล้านบาท เพื่อสานต่อประราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯที่ทรง ริเริ่มเรื่องการดูแลสุขภาพ และพัฒนาคุณภาพของคนไว้
โดยบริษัทมีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะให้ประชาชนชาวไทยสามารถได้รับยาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง ในราคาที่ถูกลง ลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงทางยาแก่สาธารณสุขของไทย ดูแลรักษาสุขภาพของคนไทยให้อยู่ในระดับ ที่ดี อีกทั้งยังเป็นบริษัทผู้ผลิตยาของคนไทยบริษัทแรกที่ลงทุนพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุ (Bio Pharma) เพื่อเป็นทางเลือกในการรักษา ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยแก่ทุกคน
สยามไบโอไซเอนซ์จึงเป็นดั่ง ‘ของขวัญจากพ่อ’ ที่ไม่ได้มอบแก่เพียงคนไทย แต่เพื่อคนทั้งโลก เพราะการวิจัยทางการแพทย์ นั้นต้องทำเพื่อมวลมนุษยชาติ
ดังส่วนหนึ่งของพระราชปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชนกที่ให้ไว้กับวงการแพทย์ของ ไทยว่า
“ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เปนที่หนึ่ง”
การเริ่มต้นสิ่งใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งในช่วงที่ ‘ไบโอ ฟาร์มา’ หรือ ‘ยาชีววัตถุ’ เป็นเทรนด์ใหม่ในอุตสาหกรรมยาที่กำลังเติบโต ไม่หยุด จนมีส่วนแบ่งทางการตลาดในโลกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11 เป็นร้อยละ 20 ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าทางการตลาด 8 ล้านล้านบาท การแข่งขันจึงยิ่งสูง ทำให้บริษัทที่มาใหม่ต้องใช้ทั้งความอดทน ความทุ่มเทในการทำงานมากขึ้นอีกหลายเท่าเพื่อทำ สิ่งที่ดีกว่า
บริษัทใช้เวลา 4 ปีแรกในการศึกษาแนวทางการทำงาน หาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ วางโครงสร้างและรากฐานที่มั่นคง พร้อมกับลงทุนสร้างโรงงานใหม่อันทันสมัย บนเนื้อที่กว่า 37 ไร่ ณ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เพื่อเป็นศูนย์ การวิจัยและผลิตยาในที่เดียว ซึ่งกว่าจะโรงงานจะเริ่มการผลิตและนำยาชนิดแรกออกจำหน่ายได้ บริษัทได้เข้าสู่ปีที่ 7 หลังจากตั้งบริษัท คือใน ปีพ.ศ.2559
จุดเริ่มต้นของเครือสยามไบโอไซเอนซ์ ประกอบด้วย 2 บริษัทหลัก คือ
-บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด (SIAM BIOSCIENCE) ดำเนินการวิจัย พัฒนา และผลิตยา เครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์ เพื่อสุขภาพต่างๆ โดยมีการวิจัย พัฒนาและผลิตครบวงจร ตั้งแต่ตัวยาสำคัญและสารออกฤทธิ์ จนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
-บริษัท เอเพ็กซ์เซล่า จำกัด (APEXCELLA) ตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2553 เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการตลาด และการขาย ทั้งในประเทศและส่งออก รวมทั้งการพัฒนาธุรกิจสร้างเครือข่ายพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ
จากการเติบโตของบริษัทที่การวิจัย พัฒนา รวมถึงการผลิตขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ.2560 เครือสยามไบโอไซเอนซ์ จึงได้จัดตั้งบริษัทลูกขึ้นอีก 2 บริษัท เพื่อต่อยอดธุรกิจ คือ
-บริษัท เอบินิส จำกัด (Abinis) ตั้งขึ้นเพื่อวิจัย พัฒนา ผลิต และส่งออกยาชีววัตถุอย่างครบวงจร โดยเป็นบริษัทร่วมทุนกับ CIMAB รัฐวิสาหกิจยาอันดับหนึ่งของประเทศคิวบา ด้วยเงินลงทุน 3,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น 70 : 30 (สยามไบโอไซ เอนซ์ : CIMAB) เพื่อผลิตยารักษาโรคมะเร็ง โรคโลหิตจาง และโรคแพ้ภูมิตนเอง เช่น โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ และสะเก็ดเงิน เป็นต้น เพื่อใช้ในประเทศและส่งออกทั่วโลก ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนของการผลิต และนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยสามารถผลิตยากลุ่มนี้ได้เอง ตั้งแต่ต้นน้ำ
-บริษัท อินโน ไบโอ คอสเมด จำกัด (Inno Bio COSMED) ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ชีวเวชสำอาง ซึ่งเป็นนวัตกรรมจากงานวิจัยและพัฒนาของเครือฯ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า ผลิตภัณฑ์ดูแลผม และรักษาแผลเป็น จำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออก ในชื่อแบรนด์ Ardermis
บริษัททั้ง 4 แห่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีทีมงานที่เปี่ยมด้วยความเชี่ยวชาญ ชำนาญ และวิสัยทัศน์ในการทำงาน ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศที่พร้อมทำงานร่วมกันในส่วนต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่
-โรงผลิตยาจากแบคทีเรีย (Bacteria Fermentation Plant) เป็นโรงงานที่ผลิตยาได้ตั้งแต่ต้นน้ำ มีกำลังการผลิต 5 กิโลกรัมต่อปี เพื่อผลิตยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว และสารในกลุ่ม Growth Factor เพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
-โรงงานบรรจุยา (Fill Finish Operation Zone) มีการบรรจุยาในหลอด และไซริงก์
-โรงงานผลิตยาส่วนเอบินิส ห้องทดลองที่พัฒนาเพื่อนำเซลล์ที่ได้ไปผลิตยาตั้งแต่ต้นน้ำ (Cell Culture Production) กำลังการ ผลิต 50 กิโลกรัมต่อปี ผลิตภัณฑ์คือ ยารักษามะเร็ง ยารักษาโรคแพ้ภูทิตนเอง และยากระตุ้นเม็ดเลือดแดง
-ส่วนควบคุมคุณภาพ (Quality Managment) ประกอบด้วย ส่วนของการผลิตเครื่องมือแพทย์ และสถานที่ผลิตเวชสำอาง (Cell Line Development)

ณ วันนี้ ด้วยคุณภาพและมาตรฐานระดับโลกของโรงงานทำให้ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล PIC/s GMP, ISO 9001:2015, ISO17025:2016 (เป้าหมายต่อไปคือการตรวจรับรองมาตรฐานยุโรป (EU GMP) รวมทั้งศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาอย่างครบวงจร และความสามารถในการดำเนินการพัฒนาธุรกิจ ยาในเครือสยามไบโอไซเอนซ์จึงได้รับการบรรจุเข้าบัญชียาของหน่วยงานด้านสุขภาพ เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช. หรือ บัตรทอง) และสำนักงานประกันสังคม อีกทั้งได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ผลิตยา และเครื่องมือแพทย์ ให้แก่ องค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เครือเบทาโกร และเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นต้น
จากการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง ตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมา สยามไบโอไซเอนซ์ได้สร้างบันทึกหน้าใหม่ให้กับวงการยาของประเทศ ไทยมากมาย เริ่มจากเป็นบริษัทเดียวในประเทศที่เป็นผู้ผลิตยาชีววัตถุตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำได้ โดยการผลิตวัตถุดิบยาได้ ทำให้ ไม่ต้องนำเข้าวัตถุดิบยาจากต่างประเทศ และสามารถนำวัตถุดิบมาผสมและแบ่งบรรจุได้ ทำให้ได้ยาที่ใหม่ และมีอายุยาที่ยาวกว่า ยานำเข้า จึงมีส่วนสร้างความมั่นคงด้านยาให้กับสาธารณสุขของประเทศ อีกทั้งเมื่อสามารถผลิตทุกอย่างได้เองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายนี้ ต้นทุนย่อมถูกลง สามารถสนองความต้องการของแพทย์และผู้ใช้ยาได้อย่างเต็มที่
ที่สำคัญ คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการช่วยพัฒนาวงการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศได้อีกทาง หนึ่ง
นี่จึงเป็นเป้าหมายหลักของสยามไบโอไซเอนซ์ที่มุ่งมั่น ตั้งใจพัฒนา ให้มีวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า เพื่อสุขภาพของคนไทย
